สงครามเกาหลีไม่ใช่แค่การสู้รบระหว่างคนสายเลือดเดียวกัน แต่มันคือ "สนามทดลองทางอุดมการณ์" ยุคแรกของสงครามเย็น เมื่อคาบสมุทรที่เคยหลอมรวมเป็นหนึ่งถูกผ่าครึ่งด้วยเส้นสมมติทางภูมิศาสตร์ โดยมีมหาอำนาจต่างชาติเป็นผู้ถือมีดหมอ
ก่อนจะเกิดเสียงปืน คาบสมุทรเกาหลีบอบช้ำจากการตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี 1945 อิสรภาพที่ควรจะได้กลับถูกแทนที่ด้วยการเข้ามาของสองขั้วอำนาจใหม่
ฝ่ายเหนือ (อุดมการณ์แดง): สหภาพโซเวียตเข้าควบคุมพื้นที่ตอนเหนือ หนุนหลัง คิม อิล-ซุง สถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์ (สปป.เกาหลี)
ฝ่ายใต้ (อุดมการณ์ทุนนิยม): สหรัฐอเมริกาเข้าจัดระเบียบพื้นที่ตอนใต้ ผลักดัน อี ซึง-มัน ขึ้นเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตย/ทุนนิยม (สาธารณรัฐเกาหลี)
ปมขัดแย้ง: ทั้งสองฝั่งต่างเคลมว่าตนเองคือ "รัฐบาลที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว" ของคาบสมุทร การปะทะย่อยๆ ตามแนวชายแดนเส้นขนานที่ 38 จึงเกิดขึ้นเป็นประจำราวกับเตือนว่าระเบิดเวลาใกล้ทำงานแล้ว
สงครามครั้งนี้สามารถแบ่งออกเป็น 4 ฉากทัศน์หลัก ซึ่งพลิกผันไปมาจนน่าเหลือเชื่อ:
วันที่ 25 มิถุนายน 1950 กองทัพเกาหลีเหนือเปิดฉากบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 แบบไม่ทันตั้งตัว ด้วยอาวุธหนักที่ได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต ฝ่ายใต้ที่อ่อนแอกว่าถอยร่นอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่เดือน เกาหลีเหนือยึดพื้นที่ได้เกือบทั้งคาบสมุทร เหลือเพียงพื้นที่เล็กๆ ปลายสุดที่เรียกว่า "วงรอบปูซาน" (Pusan Perimeter)
สหประชาชาติ (UN) นำโดยสหรัฐฯ ส่งพลเอก ดักลาส แมกอาเธอร์ เข้ามาแก้วิกฤต เขาเลือกกลยุทธ์เสี่ยงตายแต่ชาญฉลาด คือการ "ยกพลขึ้นบกที่อินชอน" ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปหลังแนวรบเกาหลีเหนือ การตลบหลังครั้งนี้ทำให้กองทัพเกาหลีเหนือสายส่งกำลังขาดสะบั้น ฝ่าย UN รุกไล่จนสามารถยึดกรุงโซลคืน และบุกทะลวงขึ้นเหนือไปไกลจนเกือบถึงแม่น้ำยาลู (ชายแดนจีน)
เมื่อเห็นว่าภัยความมั่นคงมาจ่อที่ชายแดน ประธานาธิบดี หมาว เจ๋อตง ของจีน จึงส่ง "กองทัพอาสาสมัครประชาชนจีน" นับแสนนายข้ามแม่น้ำยาลูเข้ามาในสงคราม กลยุทธ์คลื่นมนุษย์และการรบในฤดูหนาวที่ทารุณทำให้กองทัพ UN ต้องล่าถอยอย่างบอบช้ำ สงครามกลับมานัวเนียกันอยู่รอบๆ เส้นขนานที่ 38 อีกครั้ง
ช่วงสองปีสุดท้าย ไม่มีใครสามารถรุกคืบได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวรบกลายสภาพเป็นภูเขาเพลาะคล้ายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีการสูญเสียชีวิตทหารไปวันๆ เพียงเพื่อยึดเนินเขาไร้ชื่อ ขณะเดียวกันการเจรจาสงบศึกดำเนินไปอย่างล่าช้าเนื่องจากติดปัญหาเรื่อง "การส่งกลับตัวเชลยศึก"
ข้อมูล
ฝ่ายพันธมิตรเกาหลีใต้ (UN)
ฝ่ายพันธมิตรเกาหลีเหนือ (คอมมิวนิสต์)
แกนนำหลัก
เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร (รวมถึงกองกำลังทหารไทย)
เกาหลีเหนือ, สาธารณรัฐประชาชนจีน, สหภาพโซเวียต (สนับสนุนเบื้องหลัง)
ผู้นำทัพคนสำคัญ
อี ซึง-มัน, ดักลาส แมกอาเธอร์, แมทธิว ริดจ์เวย์
คิม อิล-ซุง, หมาว เจ๋อตง, เพิง เต๋อหวย
จุดเด่นทางยุทธวิธี
อานุภาพทางอากาศ, เทคโนโลยีอาวุธที่เหนือกว่า, การยกพลทางเรือ
กลยุทธ์คลื่นมนุษย์, การรบแบบกองโจร, ความทรหดต่อสภาพอากาศ
ในวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 ได้มีการลงนามใน "ข้อตกลงหยุดยิง" (Armistice Agreement) ที่หมู่บ้านปันมุนจอม
ข้อเท็จจริงสำคัญทางกฎหมาย: ข้อตกลงนี้เป็นเพียงการ "สั่งให้หยุดยิงชั่วคราว" โดยทหาร ไม่ใช่ "สนธิสัญญาติสันติภาพ" (Peace Treaty) ระหว่างรัฐ ดังนั้น ในทางนิตินัยแล้ว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในสถานะสงครามกันจนถึงปัจจุบัน
เขตปลอดทหาร (DMZ): พื้นที่กันชนกว้าง 4 กิโลเมตร ตลอดแนวเส้นขนานที่ 38 กลายเป็นชายแดนที่มีการติดอาวุธหนาแน่นที่สุดในโลก
โศกนาฏกรรมครอบครัวพลัดพราก: ผู้คนนับล้านต้องสูญเสียการติดต่อกับญาติพี่น้องข้ามฝั่ง โดยไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลยตลอดชีวิต
บาดแผลทางเศรษฐกิจและสังคม: เกาหลีใต้เปลี่ยนผ่านสู่ประเทศอุตสาหกรรมไฮเทคระดับโลก ขณะที่เกาหลีเหนือเลือกปิดประเทศและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อความอยู่รอดของระบอบ